![]() |
|
Spaces home บล็อกจินProfileFriendsBlogMore ![]() | ![]() |
บล็อกจินบันทึกการค้นคว้า พลังจิต ชี่กง ศิลปะการต่อสู้ และอะไรก็ไม่รู้
|
||||||
|
September 20 เปิดบอร์ดพลังจิตในที่สุด ผมได้เปิดเวบบอร์ดสำหรับผู้สนใจและผู้ใช้พลังจิต มารวมตัวกัน
ผู้สนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปลงทะเบียน แล้วโพสถามสิ่งที่อยากรู้ได้เลยครับ
แนวเนื้อหาจะเน้นไปทางปราณ ชี่กง และพลังจิตครับ
------------>http://g5.buildboard.com/viewboard.php/270/ July 20 ชี่กง1 : ชี่คืออะไรกับแน่ชี่ คืออะไร
July 16 ข้อมูลเก่า8 : psychometryฝึกพลังจิต11 : psychometry
psychometry เป็นการอ่านพลังงานจากวัตถุ(ของจริงไม่มีแสงนะครับ ไม่ต้องทำท่าแบบนี้ด้วย) อ่า ถึงตอนสนุกอีกแล้วครับ ต่อไปเราจะมาเริ่มใช้พลังจิตกันมากขึ้น ด้วยการหัดpsychometre ซึ่ง บอกตรงๆว่ามันจะเป็นพื้นฐานให้พลังอย่างอื่นด้วย ถ้าคุณไม่ฝึกอันนี้ พลังจิตต่อๆไป จะยิ่งฝึกยากครับ
อะ แต่ก่อนหน้านี้ ผมขอให้คุณทำอะไรอย่างหนึ่งก่อน 1.หาที่สงบๆ นั่งนิ่งๆ 2.ไม่คิดอะไร ทำใจให้ว่าง หายใจช้าๆ ลึกๆ เบาๆ 3.จดจ่อที่ลมหายใจ ช้าๆ ลึกๆ เบาๆ อย่างอื่นจะเป็นยังไงช่างมัน(สำคัญ) 4.สักพัก โดยไม่ได้ตั้งใจ จะเกิดความสบายขึ้น จิตใจสดชื่น ร่างกายผ่อนคลาย(ตามเคล็ดrelax) ถ้าคุณทำได้แบบนี้ ก็นับว่าพร้อมสำหรับการpsychometry อ้าว ลืมอธิบาย!! psychometry คืออะไร? psychometry เป็นการอ่านข้อมูลจากวัตถุครับ เวลาที่เราใช้วัตถุชนิดหนึ่งมากๆ พลังงานบางอย่างจะตกค้างอยู่ในวัตถุนั้น เช่น อารมณ์ ความคิด ความทรงจำ ความรู้สึก ฯลฯของผู้ที่ใช้วัตถุนั้นเป็นประจำ ทีนี้ นักพลังจิตสามารถอ่านพลังงานนั้นจากวัตถุได้ครับและถ้าเราฝึก....เราก็ทำได้ และถ้าใช้จนคล่อง มันจะมีประโยชน์มาก
ทีนี้ ก็ วิธีทำนะครับ 1.ผ่อนคลาย ทำใจให้ว่าง...วิธีที่แนะนำครั้งนี้ คือ 4ข้อข้างบนครับ
2.จับที่วัตถุที่ต้องการอ่าน ทันทีที่จับ ให้จดจ่อ(focus)ถึงความต้องการที่จะรู้เรื่องของเจ้าของวัตถุ แต่ก็อย่าเกร็งอ่านได้หรือไม่ได้ช่างมัน แต่ต้องผ่อนคลาย(relax)
3.เมื่อเราผ่อนคลาย มันจะคล้ายๆกับเราหลุดออกจากสมาธิ ไปอยู่ในอารมณ์หรือความคิด หรือความรู้สึก หรือภาพนิมิตแปลกๆ อย่าเพิ่งหยุด แต่ลองสังเกตดูนะครับ นิมิตพวกนั้นจะไม่เกี่ยวกับเรา....ใช่แล้วครับ มันมาจากวัตถุนั้นนั่นเอง สำรวจดูว่ามันคืออะไร
เนื่องจากพลังงานที่เข้ามา จะเป็นไปได้หลายลักษณะมาก ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ ความรู้สึก ความจำ ความคิด เสียง หรือภาพ หรืออะไรก็ได้ ดังนั้น อย่าพยายามหารูปแบบบข้อมูลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าจับแล้วพยายาม หาภาพ หรือฟังเสียง หรืออะไรแบบนั้น ให้ปล่อยใจว่างๆ ผ่อนคลาย แล้วรอดุว่าจะมีอะไรจึงจะได้ผลครับ เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งก็คือ ของที่อ่าน ยิ่งเป็นส่วนตัว คือมีคนใช้ของนั้นคนเดียวมานานแล้ว ไม่เคยมีคนอื่นใช้เลย จะอ่านง่าย แต่ถ้าเพิ่งใช้ ก็ไม่ง่าย และยิ่งมีคนใช้หลายๆคน คนละนิดคนละหน่อย อันนี้ไม่น่าจะอ่านอะไรได้แล้วครับ ตัวอย่างของที่อ่านง่าย เช่น แหวน นาฬิกาข้อมือ ตุ้มหู เก้าอี้ตัวโปรด ตัวอย่างของที่อ่านยากมาก เช่น เงินตรา กระดาษชำระ และแหวนที่ยังไม่ทันได้ใส่ เปรียบเหมือนจานใส่อาหาร กินเสร็จแล้วเหลือคราบเศษอาหารติดอยู่ เราจะเดาได้ว่าเป็นอาหารอะไร แต่ถ้าจานนั้นเวียนใส่อาหารหลายชนิดแล้ว เราก็เดายากครับ
อันนี้ต่อให้เต็มจานก็ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่?!? แล้วก็ ขอเน้นจุดสำคัญนะครับ ว่าถ้าไม่มีข้อมูลออกมา อย่าบังคับนะครับ เพราะถ้าบังคับ ร่างกายเราจะสร้างภาพขึ้นมาเองซึ่งเราจะแยกไม่ออกเลยว่าเป็นข้อมูลที่อ่านได้หรือสร้างเอง ถ้าไม่ได้ก็ยอมรับว่าไม่ได้ครับ แล้วย้อนไปฝึกในบทก่อนๆ...ค่อยเป็นค่อยไปครับ อย่าเครียด อย่าลืมว่าการใช้พลังจิตต้อง focus&relax เสมอ แบบฝึกหัดนี้ดูเหมือนยาก และอาจต้องการคำแนะนำส่วนตัวจากผม ถ้ายังไงก็เมลมาหาได้นะครับเพราะบางทีผมไม่ได้เข้ามาดูนาน อาจไม่เห็นตรง comment
สรุป 1.PSYCHOMETRY เป็นการอ่านพลังงานจากวัตถุ 2.Psychometler ที่ดีจะมีทักษะการ focus และ relax ที่สมบูรณ์ และเรียนรู้ที่จะไม่บังคับว่าต้องได้ข้อมูลให้ได้ 3.เมื่อวัตถุใดถูกใช้ไปนานๆ จะมีพลังงานของผู้ใช้ตกค้างอยู่ ทำให้เราสามารถอ่านได้ 4.พลังงานที่ตกค้างมีได้หลายรูปแบบ ภาพ เสียง อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ 5.วัตถุที่มี"ความเป็นของส่วนตัว"มาก คือยิ่งมีคนที่ใช้น้อยคน ยิ่งอ่านง่าย ข้อมูลเก่า7 : จักระเบื้องต้น
หวัดดีครับ สบายดีกันหรือเปล่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณหลายๆคน ที่ให้คำติชม ให้ผมสามารถปรับปรุงบล็อกได้ดีขึ้น(หวังว่านะ) แต่ยังไงเสีย ผมพบว่า ผู้อ่านบล็อกนี้จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่อ่านแล้วฝึกตาม กลุ่มที่สองคือกลุ่มอ่านเอาความรู้(อ่านเอาเรื่อง)เฉยๆ ซึ่งกลุ่มที่ฝึกตามจะพบว่า ฝึกตามไม่ทันกับที่ผมเพิ่มให้ ส่วนกลุ่มอ่านเฉยๆ ก็จะพบว่า ผมอัพช้าไป รอนานเปิดมาแต่ละทีไม่ค่อยมีอะไรใหม่ ยังไงก็แล้วแต่ ผมเห็นว่า ใครจะฝึก หรือไม่ฝึก เร็ว หรือช้ายังไง ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ คนไทยส่วนใหญ่เคยชินกับการเรียนแบบสอบปลายภาค คือพอถึงวันที่กำหนดจะมีสอบ ทำให้ติดนิสัยเรียน(หรือฝึก)อะไรแบบ ที่ต้อง"ให้ทัน" แต่สำหรับบล็อกนี้ ผมเห็นว่า แต่ละคนมีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะฝึกเร็ว(หรือช้า)แค่ไหนก็ได้ตามใจสิครับ ไม่ได้วัดผล ไม่ได้มีใครมาประทับตราคุณว่าสอบตกหรือได้ที่เท่าไหร่ ผมเห็นว่าการกำหนดเวลาจะทำให้ผู้เรียนหรือผู้ฝึกมีแนวโน้มจะข้ามบางเรื่องที่เห็นว่าไม่สำคัญไปเลย ดังนั้น ฝึกเร็วหรือช้าแค่ไหนก็ตามสบายเถอะครับ ถ้าคุณเข้าใจแล้ว ก็ไปบทต่อไป แต่ถ้าไม่เข้าใจหรือยังไม่แน่ใจ อย่าข้ามเลยครับ ยิ่งบทต่อๆไป จะสังเกตว่า มันจะยากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าคุณผู้อ่านข้ามบทก่อนๆมา ก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่เข้าใจ เบื่อ และเลิกฝึกไปซึ่งน่าเสียดาย สำหรับบทนี้ เราจะมาลงรายละเอียดของ"โครงสร้าง" มากขึ้น ในโครงสร้างคนเรา มีพลังรูปแบบต่างๆมากมายและซับซ้อนมาก นอกเหนือจากปริมาณพลังที่เราต้องรักษาไว้ ไม่ให้น้อยไปและไม่ให้แน่นไปแล้ว เรายังต้องรักษาอัตราส่วนของพลังต่างๆในตัวเราให้สมดุลย์กันด้วย แล้วโครงสร้างพลังมันเป็นยังไงบ้าง? ในบทนี้เราจะเริ่มแบ่งพลังออกโดยใช้ระบบ จักระ
จักระคืออะไร จักระ คือ จุดบนโครงสร้างพลัง ที่มีหน้าที่รับ-ส่งและแปลงพลังงานในแต่ละระดับ ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็เหมือนกับadapterหรือหม้อแปลงไฟนั่นแหละครับ แต่ปกติอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีหม้อแปลง1จุดต่ออุปกรณ์1ชิ้น แต่สำหรับจักระ มีอย่างน้อย 7 จุดหลักครับ แต่เดี๋ยวก่อน!! ลักษณะของจักระไม่ได้แยกออกจากออร่านะครับ คล้ายๆกับน้ำวนในบ่อน้ำ คือเรากำหนดขอบน้ำวนหรือรอยต่อไม่ได้เป๊ะๆ แต่ก็พอชี้ได้ว่า นี่น้ำวน นี่น้ำไม่วน พอนึกออกใหมครับ ออร่าของเราก็จะมี"น้ำวน"ที่มีหน้าที่แปลงพลังงานซึ่งมันไม่ได้แยกออกจากออร่าซะทีเดียว จริงๆแล้วคำว่า จักระ แปลว่า วงล้อ ครับ และที่มันเรียกว่าจักระก็เพราะธรรมชาติมันหมุนไปเรื่อยๆนี่เอง
การทำงานของจักระ
อย่างที่บอก จักระมีหน้าที่รับ-ส่งพลังงาน เพื่อไปใช้ในกิจกรรมต่างๆของเรา(อย่าเพิ่งงงครับ เลือดส่งสารอาหารและพลังงานให้กายเนื้อเป็นหลัก แต่ถ้าเราพูดถึงระบบโดยรวมที่ไม่ใช่แค่กายเนื้อ จักระเป็นช่องทางที่สำคัญครับ) ซึ่งจักระแต่ละจุดจะดูแลการกระจายพลังงานให้กิจกรรมแต่ละกลุ่ม กลุ่มกายเนื้อก็มีจักรหนึ่งควบคุม กลุ่มการแสดงออกและการแสดงตัวตนก็มีจักรอีกอันหนึ่งควบคุม กลุ่มของการมองเห็นและการรับรู้ก็มีอีกจักระหนึ่งควบคุมครับ แล้วกิจกรรมอื่นๆก็มีจักระอื่นดูแลอีก และแต่ละกิจกรรม จะใช้พลังงานไม่เหมือนกันครับ ซึ่งนี่แหละคือหน้าที่ที่สำคัญของจักร ที่ต้องคอยแปลงพลังงานเป็นแบบต่างๆให้เหมาะกับกิจกรรมที่จักรนั้นรับผิดชอบอยู่
ถ้ายังไม่เข้าใจ ให้คิดอย่างนี้ครับ มีบางวันที่เรารู้สึกเอียนๆ เบื่อๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงใหมครับ ทั้งที่เราก็กินอิ่มดี และก็ไม่ได้อดหลับอดนอนอะไรนักหนา แต่ราวกับชีวิตมันขาดพลังบอกไม่ถูก นั่นแหละครับ ใช่เลย เราขาดพลัง"บางแบบ"ไป ซึ่งต้องมาดู ว่าจักรไหนที่ขาด พอเรากินน้ำ กินอาหาร หรือนอน หรือฝึกพลังอะไรก็ตาม พลังที่เข้ามาในตัวเราจะถูกส่งไปตามจักรต่างๆ แล้วจักรต่างๆก็จะแบ่งพลังงานแล้วแปลงไปใช้ในกิจกรรมที่มันดูแล ดังนั้นถ้าจักรไหนทำงานไม่ดี ก็จะทำให้กิจกรรมบางอย่างผิดปกติไปด้วย และที่ต้องพิจารณาอีกก็คือ จักระแต่ละจักระจะเชื่อมต่อกัน และส่งผลกระทบกันด้วยครับ โดยเฉพาะจักรข้างเคียง เช่นสมมุติจักร1(ดูแลกล้ามเนื้อ) เสีย จักรต่อมาที่จะโดนก็คือ จักร2(เพศ) ครับ ดังนั้น คนที่ปล่อยร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสสูงมากที่จะเสื่อมสมรรถภาพ!! น่ากลัวใหมครับ อิอิ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมมุติเราเป็นคนหยิ่งจัดๆ ซึ่งเป็นอาการของจักร5 ก็ไม่ค่อยมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศ(จักร2) แต่จะไปมีผลต่อคามรัก(จักร4) และการมองโลก(จักร6)แทน ครับ
แต่ไม่ใช่ว่าจักรที่ไม่อยู่ติดกันจะไม่เกี่ยวนะครับ เพราะจักร1ติดกับจักร2 จักร2มันก็ติดกับจักร3 ถ้าจักร1เสีย ไม่นานจักรสองก็เสีย แล้วสักพักถ้ายังไม่แก้ จักรสามก็เสียตามจักรสองอีก สรุปจักระเป็นระบบรวมครับ มีผลต่อกัน นอกจากนั้น จักระยังสามารถดึงพลังซึ่งกันและกันได้ด้วย เช่นสมมุติถ้าจักร5(อัตตาและการแสดงออก)ของเราเด่นเกิน มันจะดึงจักร4(ความรัก)ของเราให้ทำงานให้ ทำให้เรามีแนวโน้มจะใช้ความรักเพื่อแสดงออก พูดง่ายๆ คบไว้โชว์ และบางทีก็จะดึงจักร6(การมองโลก) ทำให้เราชอบอวดมุมมองและความเห็นของเราจนเกินงาม เป็นต้น นั่นทำให้ท้ายมฃที่สุด เราไม่ควรทำให้จักรทำงานน้อย หรือมาก แต่ต้องพอดีครับ จนถึงตอนนี้ หลายคนคงเริ่มงง ว่าจักรมันมีกี่จักร และแต่ละจักรเป็นยังไงกันแน่ เหอะๆๆ ดังนั้น ..... .... ... .. จบซะงั้น เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อ เหอๆๆ
สรุป 1. จักระเป็นจุดพลังงานบนโครงสร้างพลังงาน 2.จักระจะแปลงพลังงานไปให้กับกิจกรรมที่จักรนั้นดูแล 3.แต่ละจักระ เชื่อมต่อกัน และส่งผลกระทบถึงกัน โดยเฉพาะจักรข้างเคียง จะส่งผลเร็วกว่า 4.จักระสามารถสมดุลย์ หรือมากไปจนไม่ดี หรือน้อยไปจนเป็นโทษก็ได้
แบบฝึกหัดท้ายบท อันนี้เป็นการฝึกแบบรวมๆนะครับ จุดหมายของการฝึกนี้คือ ทำให้จักระแต่ละจุดเชื่อมต่อกันดี ในบทนี้เราจะยังไม่กำหนดพิกัดที่เจาะจงมากนัก แต่ก็ได้ผลระดับหนึ่ง 1.ผ่อนคลาย ตามที่ได้ฝึกมา 2.เริ่มกำหนดความรู้สึก อยู่ที่จักร1 จุดสีแดงในภาพ(ภาพไหนก็ได้ในบทนี้ สังเกตว่ามันจะอยู่ในบริเวณเดียวกัน) แล้วขยายดวงพลังงานสีแดงออกไป รวมกับอวกาศรอบๆ จากนั้น พอรวมดีแล้ว หดกลับเข้ามาอยู่ที่เดิม 3.ดวงสีแดงเลื่อนขึ้นมาที่จักรสองพร้อมกับค่อยๆเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีส้ม พอถึงตำแหน่งต้องเป็นสีส้มโดยสมบูรณ์ ขยาย และหด เหมือนเดิม 4.ค่อยๆเลื่อน เปลี่ยนสี ขยาย หด ไปทีละจักร ตามภาพ 5.พอถึงจักร7 สุดท้ายบนหัว ให้นึกถึงพลังคล้ายน้ำพุย้อยกลับลงมา(ถ้าเรายืน) รวมกับสนามออร่าของเรา แต่ถ้านอน ก็เป็นน้ำพุแนวนอน เป็นอันจบ July 15 ข้อมูลเก่า6 : โครงสร้างกายทิพย์เบื้องต้นและแล้ว ในที่สุดผมก็มีเวลามาอัพเดทบล็อกจนได้ ขณะนี้ผมเหมาว่าทุกคนคงจะได้อ่านมาถึง6บทแล้ว และถ้าคุณสังเกต ผมจะเน้นให้ค่อยๆฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งบางคนก็อาจจะเชื่อผม แต่บางคนคงจะไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องจำเป็นแล้วก็รีบๆข้ามไป ถ้าแบบนั้นผมก็ไม่ว่าอะไรคุณหรอกครับ นี่เป็นเรื่องปกติของสัญชาติญานมนุษย์ “ที่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ” แต่ในกรณีของจิตและพลังจิต ผมต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งก่อนเพื่อให้คุณรู้ว่าทำไมเราต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่ดี และนั่นคือสิ่งที่ผมจะพูดถึงในบทนี้……เรื่องของโครงสร้าง ก่อนอื่น บางสิ่งบางอย่างสามารถใช้ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวในการจัดการได้ เช่น โจทย์คณิตศาสตร์ การทายปริศนา การสอบข้อเขียน แต่บางอย่างแม้จะเข้าใจแต่เราต้องอาศัยโครงสร้างที่เหมาะสมถึงจะจัดการได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติหากเราพบคุณยายคนหนึ่งแกเดินได้ช้ามากๆจนน่าสงสาร เราอยากช่วยคุณยาย ก็เลยเรียกคุณยายมานั่งแล้วบอกวิธีเดินเร็วๆหรือวิ่งเร็วๆของนักกีฬาให้คุณยายฟัง คุณยายเข้าใจได้ไม่ยากครับ แต่พอเข้าใจแล้วแกก็เดินช้าเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะอะไรครับ เพราะโครงสร้างแกวิ่งเร็วไม่ได้!! ไม่เพียงการเดิน แต่กิจกรรมทางกายส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือการเคลื่อนไหวทุกอย่างต้องอาศัยโครงสร้างทางกายทั้งหมด นี่ใครๆก็คงเข้าใจ แต่ในส่วนของจิตนี่สิครับ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่านอกจากกายเราแล้ว ส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่กายเนื้อมันมีโครงสร้าง สำหรับคนทั่วไปไม่มีโครงสร้าง”ทิพย์” -- เมื่อไม่รู้ว่ามีโครงสร้างย่อมไม่คิดว่าต้องอาศัยโครงสร้าง ซึ่งนั่นนำพาไปสู่ความเข้าใจผิดมากมาย เราอาจพบ(หรือเราอาจเป็นซะเอง..อย่าไปบอกใครนะครับ)คนที่คิดว่าพลังจิตเป็นเพียงเรื่องของข้อมูล คือหากเรารู้”สูตรลับ”ของการอ่านใจ เราก็จะอ่านใจได้ทันที หรือหากเรารู้”คาถาที่ถูก”เราก็จะสร้างปาฏิหาริย์ได้ทันที แต่จริงๆแล้ว นอกจากมิติหยาบ นอกจากกายเนื้อ มนุษย์เรายังมีโครงสร้างทิพย์ของแต่ละคน ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการใช้พลังจิตด้วยครับ ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ตามหลักเท่านั้น แต่เคยทำการทดลอง โดยเชิญคนที่ไม่เคยฝึกพลังจิตมาแล้วบอกสิ่งที่ผมทำเวลาใช้พลังจิต พวกเขาทำไม่ได้เลยครับ ในขณะที่ผมบอกวิธีเดิมให้กับคนที่โครงสร้างพร้อมแต่ไม่เคยใช้พลังจิต ก็พบว่าได้ผลในระดับหนึ่ง และผมบอกต่อคุณไว้ ณ ที่นี้ ว่าต่อไปคุณจะพบว่าพลังจิตหลายๆประเภทไม่ต้องอาศัยเทคนิคอะไรเลย แค่โครงสร้างเราทำได้ เราก็ทำได้แล้วครับ และด้วยลักษณะนี้เอง ที่ทำให้เกิดนักพลังจิตประเภทที่”เป็นมาแต่กำเนิด” คือไม่มีใครสอนวิชาเหล่านี้ให้เขา และถ้าถามพวกเขา เขาอาจไม่สามารถตอบได้ว่าเขาทำยังไง แต่เท่าที่เขารู้ เขาทำได้มาตั้งนานแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณเป็นเหมือนผมคือไม่ได้ใช้พลังจิตได้มาแต่แรก แต่คุณอยากทำได้ คุณต้องทำให้โครงสร้างคุณสามารถใช้พลังจิตได้ คุณต้องฝึกโครงสร้างของคุณครับ เอาล่ะ ถ้าคุณตัดสินใจฝึกโครงสร้างจริงๆแล้วล่ะก็ ตรงนี้มีคำถามเกิดขึ้นสองประการครับ 1.โครงสร้างทิพย์เป็นยังไง 2.แล้วจะฝึกยังไง
1.รูปแบบโครงสร้างทิพย์ น่าเสียดาย ในโลกยุคปัจจุบันความรู้เรื่องเหล่านี้ยังเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ทำให้เรายังไม่มีระบบความรู้เกี่ยวกับระบบโครงสร้างทิพย์ที่เป็นมาตรฐานสากล พูดง่ายๆ ต่างแนวทางก็แบ่งโครงสร้งทิพย์ไว้ไม่เหมือนกันครับ แต่ก็ยังดีที่ทันมีบางส่วนตรงกัน ซึ่งผมจะบอกคุณไว้ที่นี่ ได้แก่ 1.กายเนื้อ อันนี้ผมจะไม่พูดมาก เพราะปัจจุบันมีข้อมูลเยอะเกินไปแล้ว 2.ปราณ/ออร่า ประกอบด้วยจักระหลัก,จักระรอง,เส้นทางเดินหลัก,เส้นลมปราณและจุดฝังเข็มมากมาย 3.อารมณ์ ซึ่งมีโครงสร้างที่แยกต่างหากจากโครงสร้างอื่น ทำให้เรามีการป่วยและการรักษาของอารมณ์ที่แยกจากกายระดับอื่นๆอีก และหากเราฝึกดีๆ เราสามารถรับรู้ถึงพลังงานทางอารมณ์และสลายพลังงานทางอารมณ์ที่เราไม่ต้องการได้ด้วยครับ 4.ความคิด ซึ่งไม่ได้อยู่ในสมอง แต่มีโครงสร้างของมันอีกครับ ผมเคยศึกษาพบเคสหลายเคสที่บุคคลที่ทางการแพทย์ลงความเห็นว่าพิการทางสมอง(คือโครงสร้างทางสมองเสียหาย) แต่กลับมีความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาการจนไม่มีคนปกติเทียบเท่าได้ อย่างไรก็ตาม สมองเป็นกลไกของการใช้ความคิด-- แต่ไม่ใช่ที่อยู่ของความคิด และไม่ใช่ตัวตนของโครงสร้างความคิดครับ 5.กายอื่นๆ เช่น วิญญาณ อัตตา ปรมัตถ์ฯลฯ ซึ่งผมเองยังไม่พบวิธีอธิบายที่เป็นหลักการและเข้าท่าจริงๆจนผมเริ่มสงสัยว่ามันอาจไม่มีทางอธิบายได้เลย(?) หากใครมีแนวคิดดีๆ บอกผมหน่อยจะเป็นพระคุณอย่างสูง
2.แล้วจะฝึกยังไง หลักการง่ายๆ คือฝึกให้ครบทุกโครงสร้างครับ เราต้องออกกำลัง/เหยียด/และผ่อนคลายร่างกายเพื่อฝึกกายเนื้อ เราควรฝึกหายใจด้วยวิธีการต่างๆและชำระล้างเพื่อฝึกออร่า เราต้องฝึกอารมณ์ เราต้องบริหารความสามารถในการคิด เราต้องแสวงหาความจริงและความบริสุทธิ์ ฯลฯ ซึ่งมีวิธีเยอะแยะเกินจะสาธยายได้หมดครับ คุณสามรรถที่จะไปหาวิธีเองได้ โดยผมจะให้หลักการคึอต้องสมดุลย์ วิธีที่ฝึกควรมีการเพิ่มและลด หรือการรวมเข้าและระบายออก หรือการทำงานและการพักผ่อน อย่างสมดุลย์กัน เปรียบเสมือนการหายใจ ควรหายใจเข้าและออกเท่ากันครับ พยายามหลีกเลี่ยงการฝึกที่เน้นทำงานโดยไม่พักผ่อน หลีกเลี่ยงเน้นการเพิ่มโดยไม่ลด หลีกเลี่ยงการเก็บสะสมพลังงานโดยไม่ระบาย หรือหากคุณมีวิธีเก็บพลังงานเยอะๆ คุณควรหาวิธีปล่อยพลังงานที่เยอะพอๆกันด้วย นอกจากนั้น ทุกๆระดับกายของเราควรจะได้รับการพัฒนาไปด้วยกัน ผมคงไม่ต้องเตือนว่าอย่าเอาแต่พัฒนากายเนื้ออย่างเดียว และเช่นกันสำหรับกายอื่นๆ ควรฝึกไปด้วยกันด้วยครับ
สำหรับผมเอง ผมใช้วิชาชี่กง โดยเฉพาะอี้จินจิง(คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น) ซึ่งผมชอบตรงที่มันฝึกทั้งกาย ปราณ และจิต ไปพร้อมๆกัน หรือหากใครจะชอบโยคะ ผมก็ว่าดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นสุริยะนมัสการ ปราณยามะรวมถึงพันธะ พวกนี้ดีมากๆต่อการพัฒนาโครงสร้างของเราครับ อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าถ้าจะสอนอี้จินจิงตอนนี้ มันซับซ้อนและคงใช้เวลาอีกหลายอัพมากๆกว่าจะจบ ดังนั้นผมจะสอนชี่กงพื้นฐานที่ง่ายแต่ทรงพลังมากๆ และยังสามารถฝึกจนเห็นความก้าวหน้าไปเรื่อยๆเป็นปีเลยครับ มันคือ ท่านั่งม้า 1.ยืนตรง ผ่อนคลาย(คุณรู้ใช่ใหมว่าผมหมายถึงอะไร) ไม่ต้องใช้เวลามาก สบายๆ 2.แยกเท้าออกให้กว้างเท่าช่วงไหล่ เท้าชี้ตรงไปข้างหน้า ขนานกัน 3.ย่อเข่าลงเล็กน้อย เมื่อได้ระดับแล้ว เวลาเรามองลงไป ปลายเข่าจะบังปลายเท้าไว้พอดี นิ้วเท้าต้องกางออก เท้า(และนิ้วเท้า)กดพื้นให้สนิท ไม่มีการเผยอขึ้น ผ่อนคลายช่วงขา อย่าเกร็ง 4.ตั้งตัวตรง อย่าแอ่นก้นไปด้านหลัง จริงๆมันควรจะงัดมาด้านหน้านิดๆ(นิดจริงๆ) 5.ค่อยๆยกแขนขึ้นข้างหน้า มือหันเข้าหาตัว) อย่ายกศอก หรือถ้าทำได้ให้กางไหล่ออกด้านข้าง(โดยห้ามยกไหล่ขึ้นเด็ดขาด)ผ่อนคลายไหล่กับศอก ห้ามออกแรงที่ไหล่เป็นอันขาด เมื่อทำสำเร็จ จะเป็นดังรูป(คุณผู้หญิงชุดขาวด้านล่าง)
6.ถ้าแน่ใจว่าถูกแล้ว ตามองที่ระหว่างมือทั้งสองข้าง 7.หายใจเข้านุ่มๆลึกๆยาวๆ จินตนาการแสงสีขาวแล่นตามลมหายใจเข้า ผ่านจมูก โพรงจมูก หลอดลม ปอด ผ่านปอดลงไปยังท้อง แล้วไปหยุดที่ท้องน้อยใต้สะดือเล้กน้อย ในท้อง ต่อไปจะเรียกจุดนี้ว่าจุด ตันเถียน(จุดSEA OF CHI ในภาพ(อยู่ในตัวนะ ไม่ได้อยู่บนผิวหนัง)
8.ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ นุ่มๆ ยาวๆ นึกถึงพลังเสียๆสีดำๆจากรอบๆร่างกายไหลออกไปทางลมหายใจออก 9.ทำซ้ำข้อ 7 กับ 8 ไปเรื่อยๆ จนพอใจ
นี่คือการฝึกหายใจพื้นฐานแบบเต๋า หรืออาจเรียกว่าชี่กงท่านั่งม้า แต่อย่างไรก็ตาม วิชาการฝึกพลังปราณยังมีอีกมาก ซึ่งเราจะค่อยๆสอบแบบอื่นๆให้ในคราวต่อไป ซึ่ง...ยากกว่านี้
สรุป 1.พลังจิตไม่ได้อาศัยเพียงความเข้าใจและเทคนิค แต่ต้องมีโครงสร้างที่เอื้ออำนวยด้วย 2.เราสามารถฝึกโครงสร้างให้เอื้อต่อการใช้พลังจิตได้ 3.โครงสร้างมีหลายระดับ ที่คนทั่วๆไปไม่เคยรู้เลยว่ามีด้วย เราควรฝึกให้พัฒนาไปด้วยกันทุกระดับ 4.การฝึกโครงสร้าง มีหลักสำคัญคือความสมดุลย์
|
|||||
|
| ||||||